ประวัติการทำข้าวเม่าบ้านนาสองห้อง
ข้าวเม่า
เป็นข้าวที่ได้มาจากรวงข้าวสีเขียวไล่มาจนถึงสีเขียวตกน้ำตาล
ข้าวเม่าพบในทุกประเทศที่ปลูกข้าว ตั้งแต่ไทยลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า ภูฏาน
อินเดีย ทิเบต
ในภูฏานใช้เป็นอาหารว่างกินกับน้ำชา ในประเทศไทยของเราส่วนใหญ่จะนำข้าวเม่ามาทำเป็นขนมที่นิยมกินมาตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งถึงปัจจุบัน จึงมีการตำข้าวเม่าขึ้นในแต่ละท้องถิ่น สืบทอดกันมาจนกลายเป็นประเพณีตำข้าวเม่า
บุญข้าวเม่าสามัคคีประเพณีบ้านนาสองห้อง
ในส่วนของประเพณีบุญข้าวเม่าของชาวบ้านนาสองห้องนี้
ได้เริ่มทำกันมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๔๗
โดยทาง อบต.คำป่าหลาย ได้ริเริ่มให้ทุกหมู่บ้านในเขตตำบล
มีประเพณีประจำหมู่บ้านให้เป็นเอกลักษณ์ของตน
ชาวบ้านนาสองห้องจึงได้ประชุมพร้อมเพรียงกันให้บุญข้าวเม่าเป็นบุญประจำปีของหมู่บ้าน
และได้จัดทำกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ในสมัยก่อนชาวบ้าน
จะมาพร้อมกันที่หน้าหมู่บ้าน หลังจากนั้นก็มีการจัดขบวนการแห่ข้าวเม่าแต่ล่ะคุ้มมาที่วัดสว่างชมพู
จะมีการสาธิตการตำข้าวเม่า และมีกิจกรรมต่าง ๆเพื่อความสนุกสนานในงาน เช่น
การขูดมะพร้าว การตำ ข้าวเม่า การกินข้าวเม่า โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวนารุ่นใหม่ได้เรียนรู้และสืบทอดประเพณีการตำข้าวเม่า
และเผยแพร่ออกไปให้กว้างขวาง เป็นการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในท้องถิ่น
และส่งเสริมให้อนุชนรุ่นหลังช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีบุญข้าวเม่า เป็นประเพณีที่เชื่อมความสัมพันธ์อันดีของคนในครอบครัว
ให้มีความอบอุ่น เกิดความสามัคคีกันในชุมชน ทำให้เกิดความรักและผูกพันต่อชุมชนของตนเองอย่างแท้จริง
การทำข้าวเม่าของบ้านนาสองห้องเป็นประเพณีที่มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว
มีทั้งการร้องรำ
แข่งขันการตำข้าวเม่าอย่างสนุกสนานรื่นเริงเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน
เมื่อทำนาเสร็จแล้ว ผ่านเวลาสักระยะหนึ่ง จนลมเหนือล่อง เข้าทำนองออกพรรษา
ก็ประมาณช่วง เดือนตุลาคม ถึง พฤศจิกายน ขึ้นอยู่กับว่า
เริ่มดำนาเร็วหรือช้านั่นเอง หรือขึ้นอยู่กับ ข้าวที่แก่พอทำข้าวเม่า
โดยใช้เมล็ดข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวที่มีรวงแก่ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้ นำมาคั่ว ตำ
แล้วนำไปรับประทานได้เลย ถ้าทำสุกใหม่ๆ ก็จะนิ่ม หรือบางคนก็จะนำไปคลุกเคล้าด้วยน้ำตาลทราย
มะพร้าวและเกลือ รับประทานแทนขนมหวาน
แต่ในปัจจุบัน
การตำข้าวเม่ากำลังจะสูญหายไปจากชาวนาไทย
เนื่องจากสังคมเกษตรกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงไป แต่ในบ้านนาสองห้องก็ยังคงมีประเพณีตำข้าวเม่า
เนื่องจากสภาพชีวิตของชุมชนยังมีความผูกพันอยู่กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
การตำข้าวเม่าเป็นประเพณีหนึ่งซึ่งนอกจากจะนำความสนุกสนานรื่นเริงมาสู่ชาวบ้านแล้วยังทำให้ได้กินของอร่อย เป็นสินค้าจำหน่ายที่เป็นรายได้ของชุมชนและสามารถแช่ตู้เย็นในช่องฟิตเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี
อีกด้วย
ในสมัยก่อนนั้น การตำข้าวเม่าของชาวบ้านนาสองห้องมักจะทำในเวลากลางคืน จะเป็นคืนเดือนมืดหรือคืนเดือนหงายก็ได้แล้วแต่สะดวก จะช่วยกันตำข้าวเม่าโดยใช้ครกไม้ตำข้าวเปลือกและสากไม้มาช่วยกันตำให้เป็นข้าวเม่า ซึ่งเมื่อสิบปีก่อนข้าวเม่าบ้านนาสองห้องจะทำกันไม่มาก ข้าวเม่าก็แข็ง ไม่เป็นสีเขียวเหมือนสมัยปัจจุบัน และราคาก็ขายในกิโลกรัมล่ะ ๘๐ บาท จนมีแนวโน้มว่าจะไม่มีคนทำเลย เพราะมันทำยากและเหนื่อยมาก จนกระทั่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๕๗ พระอธิการพัชรินทร์ ภทฺรเมธี เจ้าอาวาสวัดสว่างชมพู ได้มีแนวคิดอยากให้ชาวบ้านได้ทำข้าวเม่าต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมการทำข้าวเม่าไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป จึงได้เชิญวิทยากรจากบ้านหนองผักตบ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม มาสอนการทำข้าวเม่าสูตรใหม่ สูตรเขียว อ่อน นุ่ม หอม หวาน จนชาวบ้านนาสองห้อง ทำข้าวเม่าได้ง่ายขึ้น ราคาก็เพิ่มขึ้น ขายได้ในราคา ๑๒๐ บาท จนขยายครกข้าวเม่าทั่วหมู่บ้าน ปัจจุบันมีทั้งหมด ๑๐ จุด (๒๐ ครก) และมีแนวโน้มว่าจะขยายต่อไปอีกเรื่อย ๆ แต่ปัญหาก็คือการผลิตไม่เพียงพอต่อคนชื้อ
วิธีการทำข้าวเม่า
การตำข้าวเม่า จะทำในช่วงระยะเวลาที่ข้าวออกรวง เมล็ดข้าวมีสีเหลืองอมเขียวหรือมีสีเหลืองเกือบทั้งรวง
ชาวนาก็จะเก็บเกี่ยวและมัดรวมเป็นกำ ๆ จากนั้นก็นำมาใส่เครื่องพัดเมล็ดข้าว
จนกระทั่งเมล็ดข้าวหลุดร่วงออกมาจากรวงหมด หลังจากนั้นนำไปแช่น้ำเก็บเมล็ดข้าวที่ลีบออกให้หมด
แล้วแช่น้ำไว้แล้วแต่ข้าว ถ้าข้าวอ่อนก็จะใช้เวลาการแช่น้อยหน่อย
ข้าวแก่ต้องใช้เวลาแช่เป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ต่อจากนั้นก็ก่อไฟ
เมื่อไฟติดดีแล้วตั้งกระทะขนาดใหญ่ ใช้กระจาดเล็กตักเอาข้าวที่แช่ได้ที่ลงในกระทะใหญ่
เติมน้ำประมาณหนึ่งจอก ใช้ไม้คนข้าว
จนทั่วได้ยินเสียงข้าวในกระทะแตก แล้วให้รีบยกลง น้ำไปตากลมจนข้าวเย็น แล้วนำไปตำด้วยครกกระเดื่อง
แล้วฝัดเอาเปลือกข้าวออก ทำแบบนี้สามรอบ จนกว่าเม็ดข้าวจะแบนเป็นข้าวเม่า
สังเกตเมล็ดข้าวจะมีลักษณะลีบแบนทั่วทั้งหมด
แล้วนำมาใส่ในกระด้งแล้วฝัดแยกส่วนที่เป็นผงหรือป่นมาก ๆ ออก แล้วนำไปเก็บในภาชนะ
แล้วจำหน่ายได้เลย
ในปัจจุบัน การตำข้าวเม่าบางที่ อาจจะเปลี่ยนจากตำ
เป็นสีข้าวจากโรงสีสำหรับสีข้าวแทนครกกระเดื่อง จึงกลายเป็นวิธีทำข้าวเม่าแบบใหม่
ที่เสร็จเร็วกว่า ใช้ครกกระเดื่อง โดยเมื่อคั่วข้าวเม่าเสร็จแล้ว
ก็นำไปฝากทางโรงสีข้าวให้สีให้ ก็ได้ข้าวเม่าแล้ว
ซึ่งทำให้ประเพณีการตำข้าวเม่าลดความสำคัญลง
แต่ชาวบ้านนาสองห้องก็ยังใช้วิธีการตำครกกระเดื่องแบบเดิม
เพื่ออนุรักษ์ประเพณีตำข้าวเม่าไว้
ให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความสำคัญของประเพณีที่มีมาช้านาน
ซึ่งประเพณีการตำข้าวเม่า ถือเป็นประเพณีหนึ่งที่ก่อให้เกิดความสนุกสนาน
เป็นประเพณีที่เชื่อมความสัมพันธ์อันดีของคนในครอบครัว ให้มีความอบอุ่น
เกิดความสามัคคีกันในชุมชน ทำให้เกิดความรักและผูกพันต่อชุมชนของตนเองอย่างแท้จริง
รวบรวมเรียบเรียงโดย
พัชรินทร์ ถิ่นภูไท
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น